บทที่1
posted on 11 Aug 2008 21:02 by shimeruThorn Year Chapter 1
By:Maio
พี่ชายของผมเคยกล่าวไว้ว่า ไม่เป็นอะไรถ้าเราจะเริ่มต้นทำสิ่งใด การเริ่มต้นลงมือทำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
แม้ว่าพี่ชายทั้งสามไม่ได้อายุมากไปกว่าผมเท่าไรหนัก พี่ชายคนโตของผมก็ชอบที่จะจู้จี้ผม คอยที่จะให้คำปรึกษาแก่ผมในการใช้ชีวิต
และแม้จะมีสิ่งเหล่านี้ก็ตาม แต่เหตุผลเดียวที่ผมยอมทำตามทุกคำแนะนำของพี่ชายคนโตนั้น ก็เพราะว่าเขาเป็นคนที่คอยดูแลห่วงใยผมราวกับตัวเขาเป็นผู้ใหญ่ที่คอยตักเตือน
ถ้ามีใครถามผมว่าผมอยากจะเป็นแบบใครนั้น ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกว่า ผมอยากเป็นแบบอย่างพี่ชายผม
อึนโฮฮยอง....
แม้ว่าเส้นทางของเราทั้งสองจะแสนแตกต่างกัน แต่เราก็จะสวดมนต์ภาวนาขอให้เราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
วันแรกของการเปิดเรียน ผมได้ทะเลาะกับพี่ชายเกี่ยวกับความสำคัญของการเริ่มต้นชั้นเรียนใหม่ และ สถานการณ์ค่อนข้างแย่ ผมกับพี่ชายทะเลาะกันอย่างรุนแรงเลยทีเดียว
ในหน้าฝน แผ่นดินย่อมลำบากเมื่อเจิงนองไปด้วยน้ำฝน และเมื่อเปรียบเทียบกับฤดูหนาวแล้ว ลมของฤดูใบไม้ร่วงที่มาถึงเร็วกว่าจะหนาวเย็นกว่า
ผู้คนต่างๆเริ่มรู้สึกแปลกใจกับการมาถึงก่อนกำหนดของลมหนาว ที่หนาวยะเยือกกว่าปีที่ผ่านมา
ผมมองออกไปด้านนอกผ่านหน้าต่าง แม่ของผมเตือนไม่ให้ผมขับมอเตอร์ไซค์คันโปรดออกไปข้างนอก แต่ผมก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะไปงานเปิดภาคเรียนถ้าผมรู้สึกขี้เกียจและต้องการหลับยาว
แกต้องการชีวิตที่ดีไหมล่ะ??
ผมกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เพื่อนเคยพูดแกมประชดกับผมไว้
ผมไม่รอช้าจึงเดินออกไปแล้วคว้ามอเตอร์ไซค์เพื่อขับไปที่โรงเรียนทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงประตูทางเข้าของโรงเรียน มอเตอร์ไซค์ของผมก็สะดุดเข้ากับบางอย่างแล้วล้มลง ผมแก้ไขสถานการณนี้อย่างน่าอนาถใจเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกระเด็นลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น แล้วผมก็สังเกตเห็นรอยเปื้อนใหญ่บนเสื้อผม
ดีมากเลย..ให้ตายเหอะ
ผมบ่นกับตัวเองเบาๆ
วันนี้เป็นพีธีต้อนรับนักเรียนใหม่ของโรงเรียน และวันนี้พี่ชายคนสำคัญของผมก็จะเป็นคนขึ้นปราศรัยแก่นักเรียนใหม่
ผมส่ายหัวเบาๆให้กับสภาพของตัวเอง เห้ออ
ผมลุกขึ้นยืน และลูบเบาๆที่แก้มของผมซึ่งถลอกเป็นแผลเมื่อจักรยานล้มลง ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆควรจะจอดมอไซค์ไว้ แต่ผมก็เข็นมันไปพิงไว้ที่มุมหนึ่ง
ผมหยุดคิดทุกอย่าง
ก็ผมจะโทษใครได้ล่ะ นอกจากตัวเองที่เซ่อซ่าจนต้องล้มแบบนี้
ผมมองขึ้นไปยังท้องฟ้าสีเข้ม หายใจเข้าออกลึกๆอย่างสบายใจ
แล้วรีบเดินเข้าไปยังห้องประชุมของโรงเรียนทันที
โชคดี ที่พระเจ้ายังคงเข้าข้างผม
เพราะการเตรียมการทำให้พิธีของต้อนรับยังไม่เริ่ม
ที่ผมต้องการเพียงแค่มาทันเห็นพี่อึนโฮของผมเท่านั้น
แล้วเกิดอะไรกับมอไซค์ของผมนะเหรอ??
พี่จินโฮ พี่ชายคนรองเคยพูดกับผมเกี่ยวกับสภาพอนาถๆของรถคันรักคันนี้ และจะ(บังคับ)ให้ผมซื้อคันใหม่ชดใช้เขาทันทีที่ผมทำมันพังลง
ภาพหน้าตาดุร้ายของพี่จินโฮยังคงตราตรึงในใจผม
การมองหาที่นั่งดีๆซักทีนั้นเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับพีธิที่มีคนมากมายมา ผมมองเห็นที่นั่งในแถวหลังสุด
เมื่อพิธีเริ่มขึ้น เสียงพูดคุยที่ดังระงมก็หายไปราวกับปิดสวิสต์ลง
ชายคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนเวที ซึ่งทันทีที่เขาก้าวขึ้นมา ผมซึ่งได้ที่นั่งหลังสุดก็คงจะเป็นการยากที่จะบอกว่าเขาใช่พี่อึนโฮหรือเปล่า
พิธีเช่นนี้มักจะให้ประธานนักเรียนเป็นคนกล่าว ซึ่งถ้าผมคิดไม่ผิดแล้วละก็ คนๆนั้นคงจะเป็นพี่อึนโฮ
ทันทีที่ปรากฏขึ้น พี่ยุนโฮซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเรียน เสียงพูดคุยซุบซิบก็ดังขึ้น
ผมควรจะโทรหาเขาดีไหม??
เมื่อคิดไปคิดมา มันคงจะเป็นเรื่องโง่ถ้าจะโทรหา ผมเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเหมือนเดิม
เมื่อหมดเวลาของการปราศัยที่ยืดยาวและน่าเบื่อหน่าย เหล่านักเรียนทั้งหลายก็เริ่มที่จะพูดคุยกันทันที ความหนาวเย็นที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง ทำให้หลายๆคนต้องกระชับเสื้อโค้ทเพื่อให้ตนอบอุ่น
เพราะมันเป็นฤดูใบไม้ร่วงหรือเปล่านะ (ถึงเริ่มหนาว) ผมถึงรู้สึกหนาวมากๆ รอบๆคอของผมก็เจ็บไปหมด ผมพยายามจะทำให้หายเจ็บ แล้วก็นั่งให้สบาย แต่ผมก็รู้สึกเบื่อจนเผลอหลับไปในที่สุด
"อ๊ะ!!ขอโทษครับ"
ผมหันไปมองด้านขวาที่เป็นที่มาของเสียง นักเรียนชายคนหนึ่งที่มาสายเผลอเหยียบเข้ากับเท้าของใครบางคนเข้า ดวงหน้าหวานประกอบกับเสียงใสทำให้ตกเป็นเป้าสายตาย่อมๆจากหญิงสาวรอบๆบริเวณนั้น
เสียงกระซิบอย่างประเภท "ว้าว เขาดูดีจังเลย" และคำชมอื่นๆดังขึ้นรอบๆ ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจ
ฉันควรจะทำเป็นไม่รู้เห็นอะไรใช่ไหม?? ผมคิด
ผมค่อยๆหันไปมองยังชายคนนั้น เขาเดินอย่างทุลักทุเลไปที่เก้าอี้ที่เพื่อนของเขาจองไว้ให้
ทุกย่างก้าวของชายคนนั้น ในชั่วเวลานั้นราวกับมันตราตรึงเข้าไปในความคิดของผม
เมื่อดวงหน้าของอีกฝ่ายปรากฏขึ้น ดวงตาคู่นี้ของผมต้องล้อเล่นผมแน่ๆเลย
ผมไม่อาจละสายตาไปได้
เขาไม่ใช่แค่ดูดีล่ะ แต่สวยสุดๆไปเลย!!!!
แม้ว่าชุดเครื่องแบบนักเรียนที่เขาสวมนั้นจะไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากผมเลย แต่ด้วยผมสีดำเข้มราวแพรไหมที่รายล้อมใบหูและปรกมายังต้นคอระหงส์นั้น หรือจะเป็นแพขนตายาว ใบหน้าขาวที่ดูซีด และมือเรียวที่ปิดรอยยิ้มของเขานั้น
ไหนจะริมฝีปากที่แดงช่ำ ที่ถูกปิดบังภายใต้นิ้วเรียวยาวของเขา
มันช่างเป็นอะไรที่มหัศจรรย์จริงๆ
และด้วยมือที่ปิดบังปากสีแดงนั้น ดวงตาที่โค้งเหมือนจันทร์เสี้ยวเพราะรอยยิ้มที่สวยงาม
เขาไม่ใช่ผู้หญิง!!!แต่เขาก็ดูเหมือนมากจนแทบแยกไม่ออก
ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับเขานั้นช่างดูมหัศจรรย์จริงๆ
ดวงตาของผมที่จ้องมองที่เขานั้นราวกับไม่รู้วิธีที่จะละออกจากภาพของชายหนุ่มหน้าหวานคนนั้น
เสียงพูดคุยระหว่างนักเรียนทั้งหลายยังคงไม่หยุดลง แต่ดูเหมือนค่อยๆหายไปอย่างช้าๆจนเงียบลงในที่สุด
หนึ่งนาทีสั้นๆผ่านไปยังรวดเร็ว
ราวกับเสียงบรรยายอันยืดยาดและน่าเบื่อค่อยๆหายไปทีละนิดจนไร้สิ้นเสียงใดๆ
ราวกับทั้งห้องประชุมที่เหน็ดหนาวมีเราเพียงสองคน
และถ้าห้องนี้มีเราเพียงสองคน มันคงจะเป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ
ผมยังคงเห็นริมฝีปากแดงระเรื่อนั้นขยับตลอดเวลาที่พูดคุยกับเพื่อนของเขาด้วยเสียงเบาๆ
ผมรู้สึกเหมือนผมสามารถได้ยินเสียงหายใจเข้าออกของเขาข้างๆผม
ตลอดเวลาที่เขาพูดคุยกับเพื่อนของเขา มือเรียวเล็กทั้งคู่นั้นก็ถูไปมาเพื่อสร้างความอบอุ่น
เขาช่างน่ารักจริงๆเลย!!
เสียงดังเกิดขึ้นเมื่อเก้าอี้หลายร้อยตัวครูดไปกับพื้นห้อง พร้อมกันนั้นนักเรียนหลายคนในห้องประชุมก็ลุกขึ้นยืนและเตรียมตัวเดินออกจากห้องประชุม
เวลาช่างผ่านไปเร็วเมื่อเขาคนนั้นเข้ามาในห้องประชุมที่น่าเบื่อหน่าย
บทบรรยายยืดยาดจบลงโดยที่ผมไม่รู้ตัว พร้อมกับฝูงคลื่นนักเรียนที่เคลื่อนย้ายตนเองไปทางประตูทางออก
ผมเห็นเพียงแค่ผมสีดำของชายคนนั้นไกลๆ ก่อนที่นักเรียนใจร้อนทั้งหลายเดินเบียดไปมา จนในที่สุด หนุ่มหน้าสวยคนนั้นก็หายไป
ทำไมเร็วจังวะเนี่ย??
"จุงยุนโฮ!!!" เพื่อนของผมเดินตรงมาทางผมซึ่งกำลังยืนนิ่งหน้าเสาหินด้านนอกของหอประชุมราวกับต้องการศึกษาองค์ประกอบของมัน และผมก็ตื่นจากอาการงุนงงเมื่อใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นปรากฏขึ้น
"เฮ้!!โรงเรียนนี้ดูค่อนข้างดีเลยใช่ไหมล่ะ??..เออ แล้วพี่อึนโฮล่ะ ฉันยังไม่เห็นหน้าพี่เขาตอนอยู่ในหอประชุมนั่นเลย..นายโทรหาเขารึยังล่ะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพี่ของผม ที่ถูกลืมไปนาน -*-
ผมยังนึกไม่ออกเลยจริงๆ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าทำไมผมจึงไม่เห็นพี่อึนโฮเลยตลอดการประชุม
ผมวิ่งไปที่ห้องเรียนของพี่ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาด้วยซ้ำ
แม้แต่เพื่อนของพี่อึนโฮก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่หายไปไหน
จนสุดท้ายผมก็ได้คำตอบเมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องพักครูที่ๆซึ่งอาจารย์คนหนึ่งบอกกับผมว่าพี่อึนโฮตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล
"ทำไมล่ะครับ!!"
อาจารย์คนนั้นวางมือข้างหนึ่งไว้ที่หลังของผม แล้วผลักผมมายังมุมหนึ่งของห้อง แล้วบอกให้ผมใจเย็นๆ
"อึนโฮเขาเป็นลมก่อนที่พิธีจะเริ่ม"
ที่อาจารย์พูดมานั้นถูกแค่ครึ่งเดียว
พี่อึนโฮเป็นโรคโลหิตจางมานานแล้ว และวันนี้อาการของโรคร้ายคงจะกำเริบ
...พี่อึนโฮคงจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม??...
ผมผลักเพื่อนที่เข้ามาพูดกับผมแล้ววิ่งไปทางมอไซค์เจ้ากรรม
ฉันคงต้องพึ่งแกแล้ว...
แต่ลมหนาวที่หอบพาหิมะมานั้น ก็มากเกินกว่าที่จะฝ่าไปได้จริงๆ
"บ้าเอ้ย!!!"
มอไซค์ของผมที่บอบบางตอนนี้ถูกเหวี่ยงลงไปกองอยู่ที่พื้น หลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า ผมคิดว่ามันคงจะไม่ไหวแล้วล่ะ
ผมไม่คิดที่จะขับมอไซค์เน่าๆนี้ไปหาพี่อึนโฮแน่ๆ และพี่จินโฮคงต้องโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆถ้าได้เห็นสภาพของมันตอนนี้
...ใครกันที่เปลี่ยนรถที่รักของฉันให้กลายเป็นเศษขยะ ห๊า!!!!...
ผมกำหมัดแน่นแล้วมองไปรอบๆ
มีเพียงนักเรียนที่เดินไปมาอย่างไม่สนใจผมแม้สักคน
ผมหันหลังให้กับทางเดินแล้วรูดซิปกางเกงออกอย่างรีบร้อน น้ำที่กินไปทั้งหมดของวันนี้กลายเป็นของเสียที่ถูกขับออกมา
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ ผมจึงหันไปดูก็เห็นรองเท้าคู่หนึ่งที่ปลายเชื่อกรองเท้านั้นถูกผูกติดกันเพื่อจะคล้องคอผู้เป็นเจ้าของ
แม้ผมเห็นแค่เพียงรองเท้าเท่านั้น แต่ผมก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นใครโดยไม่ต้องเงยขึ้นไปมองใบหน้าของผู้มาใหม่
แล้วก็ถูกอย่างที่ผมคิดจริงๆด้วย ใบหน้าที่คุ้นเคยครึ่งหนึ่งที่จมูกและแก้มของเขากลายเป็นสีแดงด้วยความหนาวถูกปิดด้วยผ้าพันคอสีขาวสะอาดที่บางส่วนตกลงมาปิดรองเท้า